วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ธรรมชาติบำบัด

ธรรมชาติบำบัด

บทความเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ โดยธรรมชาติบำบัด ด้วยวิธีการกินเพื่อรักษาสุขภาพ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อมกับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง
2. แพ้ละออง ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว
3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด
4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ำผึ้งเป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี
5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง
6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า (ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ (ปลากระป๋อง) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง
7. ท้องผูก ท้องอืด กินกล้วย หรือขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก ขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้า หายไป
8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี (ไม้เมืองหนาว) กรดเข้ม ข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้
9. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน โดยเฉพาะผู้หญิงสูงอายุ กินข้าวโพดช่วยบรรเทา อาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้
10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสมาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้
11. ความจำเสื่อม กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่นๆ ซึ่งในเนื้อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี
12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย
13. ไอ จาม กินพริกแดง (สารที่ทำยาแก้ไอ สกัดจากพริกแดง) รำข้าวกะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญ อย่ากินไก่มาก พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวัน นอกจากจะอิ่มท้องแล้ว ยังช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกาย ช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยชนิดต่างๆได้ พืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่น อันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานไทย
14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี
15. มะเร็งปอด กินส้ม และผักใบเขียว มีวิตามินเออยู่มาก จะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน
16. แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้
17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก
18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด
19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่าย
20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การรักษา ไข้หวัด2009

การรักษา ไข้หวัด2009

ไข้หวัด 2009 เป็นแล้วหายเองได้ไหม?


โดยส่วนใหญ่ มีโอกาสหายเองได้มีสูง หากพักผ่อนและและดูแลสุขภาพอย่างดี ในรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจะสามารถหายเองได้ภายใน 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน บางคนแข็งแรงร่างกายก็สามารถปรับสภาพให้กลับมาแข็งแรงได้โดยเร็ว บางคนสภาพร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ซ้ำยังมีโรคประจำตัวอีก ก็อาจจะหายได้ช้าและยิ่งต้องดูแลมากกว่าผู้ป่วยรายอื่นๆ เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้วครั้งหนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นหากโชคร้ายเป็นโรคนี้แล้ว ก็จะไม่โชคร้ายกลับมาเป็นซ้ำอีก


ใครคือกลุ่มเสี่ยง?


ทุกคนมีสิทธิ์เป็นโรคนี้ได้เหมือนกัน แต่คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะมีอาการรุนแรงและอันตรายกว่า
กลุ่ม เสี่ยงก็คือ หญิงมีครรภ์ คนที่มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน โรคเลือด เบาหวาน ตับ ไต และผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ และ ผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป คนกลุ่มนี้คือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเชื้อโรคมันจะรีบเข้าไปทำลายปอดก่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้มีโรคประจำตัวหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ถ้ามีอาการต้องสงสัย ควรรีบไปหาหมอให้เร็วที่สุด


ดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน?


เนื่องจากเมื่อมีอาการไข้ที่ยังไม่ชัดเจน ร่างกายจะมีความอ่อนแอ การไปอยู่ยังสถานที่ที่เสี่ยงรับเชื้อโรคมาสู่ร่างกาย เช่น โรงพยาบาลนั้นย่อมเป็นวิธีการที่ไม่ควรกระทำ เพราะที่โรงพยาบาล อาจจะเป็นแหล่งนัดพบของเชื้อโรคชนิดต่างๆ ทางที่ดีคือ เมื่อมีอาการเพียงเล็กน้อยและไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงอันตราย ควรพักอยู่ที่บ้านเพื่อดูอาการและพักผ่อนให้เพียงพอก่อน และรักษาตนเองก่อนตามขั้นตอนการดูแลเมื่อเป็นไข้หวัดปกติ


ห้ามกินยาแอสไพริน


ห้ามกินยาแอสไพรินโดยเด็ดขาด


เพราะอาการของไข้หวัดใหญ่นั้นจะใกล้เคียงกับไข้เลือดออก ซึ่งถ้าเป็นไข้เลือดออกหากเรากินยาแอสไพรินเข้าไป อาจทำให้ภาวะเลือดออกรุนแรงขึ้นหรือเลือดออกมากขึ้น แต่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ การกินยาแอสไพริน อาจจะทำให้เกิดอาการสมองบวม ปวดหัว จนถึงไม่รู้สึกตัวและในบางรายอาจมีตับวายได้

กินยาปฏิชีวนะ ไม่ช่วยอะไร

เพราะไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะมีไว้สำหรับจัดการเจ้าเชื้อแบคทีเรีย ยกเว้นว่าพบเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จึงค่อยรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
- 9 วิธีง่ายๆที่จะดูแลตัวเองให้พ้นจากไข้หวัด2009 และช่วยลดการระบาด
- อาการ ไข้หวัด2009


ที่มา: http://www.flu2009thailand.com

อาการ ไข้หวัด2009

อาการ ไข้หวัด2009

อาการไข้หวัด2009









วิธีง่ายๆ ที่ใช้สังเกตอาการไข้หวัด2009

ลดความกังวลใจ ลดความเสี่ยงในการไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

  • ถ้ามีไข้สูง 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับ ไอ เจ็บคอ ให้ดูว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นหนักหรือเปล่า ถ้าใช่ต้องไปหาหมอทันที
  • ถ้าไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง (ข้อมูลกลุ่มเสี่ยงอยู่ในหมวดการรักษา) ในเบื้องต้นให้กินยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้
  • ถ้ากินยาพาราเซตามอลแล้ว อาการขั้นแรกยังมีอยู่ นั่นคือ ไข้สูง ไอ เจ็บคอ แล้วก็มีอาการเพิ่มเติมเพียงแค่ 1 ใน 5 สัญญาณอันตราย ก็ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน นั่นคือ

1. ปวดหัวมากแม้กินยาพาราเซตามอลก็ยังไม่ดีขึ้นนัก
2. เบื่ออาหารอย่างมาก ไม่อยากกินอะไรเลย น้ำก็ไม่อยากดื่ม
3. เหนื่อย อ่อนเพลียและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก
4. ไอแล้วเหนื่อย หรือไอแล้วเจ็บเฉพาะที่ ไอแล้วเจ็บหน้าอก
5. มีอาการท้องเสียหรืออาเจียน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
- 9 วิธีง่ายๆที่จะดูแลตัวเองให้พ้นจากไข้หวัด2009 และช่วยลดการระบาด
- การรักษา ไข้หวัด2009


ที่มา: http://www.flu2009thailand.com

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

มะเขือเทศ ลดความอ้วน

มะเขือเทศ ลดความอ้วน

อาจารย์ฟิโอนา มาเคร แห่งสำนักพิมพ์ 'MailOnline (Dailymail.co.uk)' แนะนำวิธีลดความอ้วนง่ายๆ สบายๆ คือ ไม่ต้องไปกินอาหารเสริมอะไรให้มันวุ่นวายอะไร ขอเพียงให้ลดอาหารลงสัก 1/3 แล้วเติมมะเขือเทศลงไปให้เต็ม... เท่านั้นพอ

หลักการสำคัญของการลดความอ้วน คือ การหาอะไรที่ให้กำลังงานต่ำมากๆ รสชาดขนาด "พอกินได้" ใส่ลงไปในท้อง นั่งลง เคี้ยวช้าๆ - เบาๆ อย่างมีสติ เพื่อทดแทนอาหารกลุ่มให้กำลังงาน (แป้ง น้ำตาล ไขมัน แอลกอฮอล์ - แอลกอฮอล์ให้กำลัง 7 แคลอรี/กรัม เกือบเท่าไขมันซึ่งให้กำลังงาน 9 แคลอรี/กรัม)
ถ้าเป็นอาหาร "ทดแทน" อย่างอื่น เช่น ผัก ฯลฯ... ผลอาจจะไม่โดดเด่นนัก ทว่า... มะเขือเทศมีสารประกอบหลายอย่างที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสมดุลฮอร์โมนควบคุมความหิว-อิ่ม (appetite hormones) ทำให้คนเราทนหิวได้นานขึ้น

การศึกษาทำในกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวพอดี อายุ 18-35 ปี ให้กินแซนวิชครีมชีส (cheese = เนยแข็ง) โดยกลุ่มหนึ่งใช้ขนมปังขาว กลุ่มหนึ่งให้ขนมปังเสริมแครอท และอีกกลุ่มหนึ่งให้ขนมปังเสริมมะเขือเทศ

เมื่อประเมินความรู้สึกอิ่มพบว่า แซนวิชเสริมแครอททำให้อิ่มได้มากที่นสุด (filling = การเติมให้เต็ม การทำให้อิ่ม) แต่ขนมปังขาวเสริมมะเขือเทศทำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกพึงพอใจมากที่สุด

อ.ดร.จูลี เลิฟโกรฟ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยรีดดิง UK กล่าวว่า ผลการศึกษาในเฟสแรก (ระยะแรก) พบว่า การกินมะเขือเทศทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจมากที่สุด ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า มะเขือเทศอาจมีผลต่อฮอร์โมนควบคุมความหิว




การทดลองที่จะทำต่อไปคือ ตรวจหาระดับฮอร์โมนควบคุมความหิวที่ชื่อ "เกรล-อิน (ghrelin)" ซึ่งถ้ามะเขือเทศทำให้เกรลอินต่ำลงได้ จะนำไปสู่การค้นพบครั้งสำคัญในการลดความอ้วน

มะเขือเทศมีสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารคุณค่าพืชผัก (พฤกษเคมี) สีแดง, สารนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย นับตั้งแต่ช่วยป้องกันมะเร็งไปจนถึงกระตุ้นให้มีลูกได้ง่าย

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า มะเขือเทศดีกับสุขภาพหัวใจ ไม่ว่าจะกินสุก เช่น ซอสมะเขือเทศ ฯลฯ หรือกินสด มะเขือเทศมีส่วนช่วยปกป้องผิวหนังไม่ให้เสื่อมเร็วจากแสงแดดจ้า ซึ่งควรกินควบคู่ไปกับการหลีกเลี่ยงแดดจ้าด้วยเสมอ

สารไลโคพีนดูดซึมได้ดีขึ้นถ้ากินหลังผ่านความร้อน (กินสุก) และกินพร้อมอาหารที่มีไขมันต่ำ มะเขือเทศให้กำลังงานต่ำ มีสารคล้ายผงชูรสธรรมชาติ (กลูทาเมต) ทำให้อาหารอื่นอร่อยขึ้น มีวิตามิน C สูง ซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็ก ฯลฯ

สูตรลดความอ้วนโดยใช้มะเขือเทศก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ขอเพียงให้ลดคาร์โบไฮเดรต หรือกลุ่มข้าว-แป้ง-น้ำตาลลง 1/3, ใส่มะเขือเทศเข้าไปแทน, ถ้ารู้สึกไม่อิ่ม... ให้เติมมะเขือเทศลงไปเพิ่ม

หลังกินควรบ้วนปากหลายๆ ครั้งทันที และบ้วนปากทุกๆ 5-10 นาที ครบ 30-60 นาทีแล้วค่อยแปรงฟันเบาๆ ด้วยแปรงฟันขนอ่อน เนื่องจากมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้เคลือบฟันอ่อนตัวลงชั่วคราว

ถ้ามีฐานะดี... หลังกินอาหารลดความอ้วนสูตรมะเขือเทศ ควรบ้วนปากหลังอาหารหลายๆ ครั้ง แล้วใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ และไม่มีแอลกอฮอล์ อมไว้ในปาก 1 นาที และบ้วนปากทุกๆ 5-10 นาที

การบ้วนปากบ่อยๆ และดื่มน้ำให้มากพอทั้งวัน ทำให้คนเรารู้สึกสดชื่น และอยากทำอะไรดีๆ เช่น อยากให้หุ่นดีขึ้นอีกนิด ฯลฯ

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

5 สูตรผิวสวย ด้วยเกลือ

5 สูตรผิวสวย ด้วยเกลือ


1. ลดรอยช้กรอบดวงตา ผสมเกลือ 1 ช้อนชาในน้ำร้อนครึ่งถ้วย จากนั้นใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำเกลือมาปิดตาไว้สัก 5-10 นาที รอยช้ำรอบดวงตาจะค่อยๆ จางลง

2. หน้ามันน้อยลง ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนพอหมาดมาปิดหน้าไว้สัก 3 - 5 นาที เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนก่อน ต่อจากนั้นใส่น้ำลงในขวดสเปรย์ เพื่อเติมเกลือลงไป 1 ช้อนชา เขย่าให้เกลือละลายแล้วฉีดน้ำเกลือใส่หน้าให้ทั่ว แล้วใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าให้แห้ง

3. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ผสมเกลือ 1/2 ถ้วยลงในอ่างอาบน้ำ แช่ตัวประมาณ 15 - 20 นาที จากนั้นเช็ดตัวให้แห้ง แล้วทาครีมบำรุงผิวซ้ำ เกลือจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นยิ่งขึ้น

4. ขัดผิวให้สวยใสโดยใช้เกลือผงถูตัว แล้วใช้ฟองน้ำหรือผ้าขนหนูขัดตัวให้ทั่ว ช่วยให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดออกมา ขณะเดียวกันก็กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในร่างกายด้วย
5. ผ่อนคลายอาการเมื่อยล้าที่เท้า ผสมเกลือประมาณ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำอุ่น นั่งแช่เท้าประมาณ 30 นาที วิธีนี้เหมาะกับคนที่เดินนานๆ รวมทั้งสาวๆ ที่ต้องใส่ส้นสูงตลอดวัน


ที่มา: Spicy

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เคล็ดลับ ดูแลเพื่อสุขภาพดี

คนส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการทำงาน หาเงิน โดยค่อยได้ถึงการดูแลรักษาสุขภาพเท่าไหร่นัก ดังนั้นการที่มีสุขภาพที่ดีนั้น ควรจะมีการใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ซึ่งเรามีเคล็ดลับการสร้างสุขภาพที่ดีมาฝากดังนี้

เคล็ดลับสุขภาพดี จากการออกกำลังกาย

- ไม่จำเป็นเสมอไปว่า เราต้องออกกำลังกายในฟิตเนสหรือการโหมออกกำลังแบบหนักหน่วง เพียงแต่คุณเดินเร็วๆ หรือเดินขึ้นลงบันไดวันละ 20 นาที ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพ โดยอาศัยช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินไปทำงานหรือหลังเลิกงาน การออกกำลังกายเป็นประจำ ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือด บริหารหลอดเลือดของหัวใจ ยังช่วยรักษารูปร่างอีกด้วย
- การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเอาเสียเลย อาจทำให้คุณปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดคอ ปวดหลัง ปวดเอว เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ไหนจะรังสีจากจอคอมพิวเตอร์ที่ เป็นอันตรายต่อดวงตาคุณอีก การยืดเส้นยืดสายทำให้คุณได้เปลี่ยนอิริยาบถ กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และยังช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่ม ทำให้ร่างกายเผาผลาญอาหารได้ดี ป้องกันโรคอ้วนได้อีกด้วย

เคล็ดลับสุขภาพดี จากน้ำ

การดื่มน้ำเยอะๆ ไม่ได้ทำให้ร่างกายสดชื่น มีสุขภาพผิวดีเท่านั้นนะคะ การดื่มน้ำในปริมาณมาก หรืออย่างน้อยวันละไม่ต่ำกว่า 8 แก้ว สามารถช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น หลีกเลี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ นอกจากการดื่มน้ำสะอาด การดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำชา ก็มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะน้ำชา การดื่มน้ำชาเป็นประจำ จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก ควรดื่มชาหลังอาหารทุกมื้อเพื่อป้องกันโรคเหงือกค่ะ

เคล็ดลับสุขภาพดี จากอาหาร

พื้นฐานการมีสุขภาพดี ควรเริ่มต้นจากอาหาร ด้วยการงดทานอาหารประเภทไขมันหรือที่มีคอเลสเตอรอลสูงปรี๊ด จำพวกข้าวขาหมู เนื้อสัตว์ติดมัน ใครที่โปรดปรานเมนูเด็ดเหล่านี้ ต้องบอกลาแล้วค่ะ เพราะเป็นบ่อเกิดของโรคอ้วน แต่ไขมันบางชนิดก็จำเป็นต่อ การ ดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ถ้าร่างกายขาด อาจจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว อย่างไขมันโอเมก้า 3 จากเนื้อปลา อาจเลือกรับประทานจากบรรดาเมนูปลาทั้งหลาย ซึ่งไม่เพียงให้พลังงาน ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และทำให้ความจำดีด้วย นอกจากการเลือกทานไขมันบางประเภทแล้ว ผักและผลไม้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ ควรมีเก็บไว้ในตู้เย็น และทานเป็นประจำ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นและลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้

เคล็ดลับสุขภาพดี จากการพักผ่อน

ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ล้วนแต่เป็นการพักผ่อนที่ดีทั้งสิ้น ใน 24 ชั่วโมง คุณควรให้ความสำคัญแก่การพักผ่อนอย่างน้อย 10 ชั่วโมง นอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง และกิจกรรมอื่นที่คุณชื่นชอบ งานอดิเรก หรือจะปล่อยใจ
ว่างๆ ด้วยการนั่งสมาธิ จะทำให้จิตใจสงบมากขึ้น เพราะการมีสุขภาพกายที่ดี ต้องเริ่มต้นจากการมีสุขภาพใจที่ดี

วิธีกระตุ้นความจำด้วยการกินแกง

เครื่องเทศสำคัญในแกงเหลืองอย่าง "ขมิ้น" สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคทางประสาทและลดผลกระทบจากโรคเกี่ยวกับระบบเส้น ประสาทอย่าง อัลไซเมอร์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้นักวิจัยยังยืนยันถึงประสิทธิภาพยอดเยี่ยมของเครื่องเทศในการ ต่อสู้กับปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ศัตรูร้ายทำลายเซลล์สมองโดยเฉพาะในหน่วยความจำ เมื่อเราอายุมากขึ้น ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นจะโจมตีเซลล์สมองมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่เปราะบางและไวต่อการถูกทำลายจากปฏิกิริยาดังกล่าวมากกว่าส่วนอื่นๆ

สมองจำต้องสร้างยีนที่ชื่อว่า Hemeoxygenase-1( HO-1) ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับออกซิเดชั่น และยีนตัวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสมองถูกกระตุ้นเท่านั้น และสารกระตุ้นดังกล่าวก็พบมากในขมิ้นนั่นเอง นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยคาตาเนียในอิตาลี และนิวยอร์กยืนยันถึงประสิทธิภาพของสารสำคัญในขมิ้นที่มีผลต่อการกระตุ้นยีน HO-1ว่าช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายโดยออกซิเดนท์ได้เป็นอย่างดี

เมื่อสมองเกิดสภาวะออกซิเดชั่น เซลล์สมองจะเกิดการอักเสบและค่อยๆ ตายไปในที่สุด ส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อของเส้นประสาทถูกทำลาย และนำไปสู่โรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ขมิ้นจึงไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังบำรุงสมองเราให้เฉียบคมตามอายุที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วยใน ประเทศอินเดีย แหล่งเครื่องเทศสำคัญของโลกและนิยมใช้ขมิ้นเป็นส่วนประกอบอาหารมีการทดลอง เพื่อค้นหาคุณประโยชน์ของขมิ้นที่นอกเหนือไปจากสรรพคุณในการลดความเสี่ยงของ โรคอัลไซเมอร์อย่างกว้างขวาง และพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในขมิ้นเป็นกุญแจสำคัญในการถนอมอาหาร นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เมนูอาหารแต่โบราณหลายๆ จานมีขมิ้นเป็นส่วนประกอบ อีกทั้งยังได้สี กลิ่นและรสชาติเป็นของแถม

บรรดาเครื่องเทศต่างๆ นั้นมีสารปฏิชีวนะป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในอาหารได้มากกว่า เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เม็ดสีในเครื่องเทศคือส่วนที่มีสารปฏิชีวนะดังกล่าว นักวิจัยจากศูนย์โรคอัลไซเมอร์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ระบุว่า ขมิ้นมีสารสำคัญที่ไม่พบในเครื่องเทศชนิดอื่นในการยับยั้งไม่ให้ไม่ให้เกิด กลุ่มก้อนโปรตีนเล็กๆ ในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เรียกว่า Amyloid Plaquesโดยสารในขมิ้นจะเข้าผ่ากลางกลุ่มโปรตีนดังกล่าวไม่ให้รวมตัวกัน

ดร. Sally Frautschy ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชาแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอแนะนำให้รับประทาน ขมิ้นให้ได้ 200 มิลลิกรัมต่อครั้ง อาทิตย์ละสี่ครั้งก็ถือว่าเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย ขณะเดียวกัน เรายังพบสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในเครื่องเทศชนิดอื่น อย่างขิงและอบเชย ซึ่งให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับขมิ้น รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลล์สมองได้เป็นอย่างดี...รู้อย่างนี้แล้ว มื้อต่อไปต้องมีแกงขึ้นสำรับแล้วล่ะ